นาราเป็นเมืองเล็กๆ สามารถเที่ยวให้หมดภายในหนึ่งวัน วันนี้เริ่มจากนั่งรถจากโอซาก้ามาประมาณ 40 กว่านาที พอไปถึงที่สถานีก็ไปสอบถามที่ Information ที่สถานี เจ้าหน้าที่น่ารักมากแนะนำให้เราไปเที่ยวแค่ 3 วัด ก็พอ พอเราถามถึงเรื่องพิพิธภัณฑ์คุณป้าบอกว่าไม่ต้องเข้าหรอกค่าเข้าแพง ฮ่าๆๆๆ จริงๆ แล้วเป็นคนที่ชอบเข้าพิพิธภัณฑ์มากไปไหนก็จะต้องเข้าแต่ด้วยเวลามีจำกัดก็เลยได้ไปแต่ 2 วัดสำคัญเท่านั้นเอง
การเดินทางจากสถานีรถไฟไปสถานที่ท่องเที่ยวนั้นก็ไม่อยาก เดินทางโดยรถบัสซึ่งเป็นรถบัสหมายเลข 2 ชานชลาที่ 2 ก็นั่งไปแต่ก็คอยฟังชื่อป้ายที่จะลงให้ดี หรือไม่ก็ดูที่จอในรถบัสก็ได้ค่ะ แต่ขากลับคุณป้าที่แนะนำให้เดินกลับเพราะว่าอีกวัดที่เราอาจจะได้ไปนั้นอยู่เขตด้านในไจะไม่มีรถบัสผ่านเพราะว่า บริเวณนั้นมีกวางเยอะค่ะ เค้าไม่ให้รถเข้าค่ะกลัวจะไปชนกวาง แล้วก็จะได้ชมเมืองไปด้วย แต่สุดท้ายเราก็ขึ้นรถกลับค่ะ มาดูภาพกันเลยละกันนะคะ
ลงจากสถานีมาทางด้านซ้ายมือจะเห็นสำนักงานท่องเที่ยวของจังหวัดค่ะ
จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถบัสซึ่งในรถบัสก็ตกแต่งสมกับความเป็นเมืองกวางค่ะ เพราะว่ามีรูปรถบัสติดอยู่ที่เบาะด้วย จุดหมายปลายทางแรกของเราคือ ศาลเจ้าคาสุกะ หรือ Kasuka Taisha Shrine
หลังจากลงรถบัสมาก็เดินไปศาลเจ้า Kasuga ทางเดินเข้าค่อนข้างยาวเลยแต่ระหว่างทางก็มีต้นไม้ใหญ่ปลูกเป็นแนวยาวเลยค่ะ เดินเข้ามาเรื่อยก่อนเข้าถึงวัดก็จะเห็นป้ายนารา ออดิโอไกด์ ซึ่งสามารถโหลดได้จาก App store
เดินเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเห็นประตูทางเข้าอยู่ทางซ้ายมือ เมื่อเดินเข้าไปก็จะเห็นซุ้มขายเครื่องรางหรือที่เรียกว่า โอมาโมริค่ะ
ส่วนภาพนี้คือ Main hall หรือว่าตำหนักหลวง ของศาลเจ้าซึ่งในช่วงเวลาปกติจะไม่อญุญาติให้คนทั่วไปยกเว้นราชวงค์เท่านั้นถึงสามารถเข้าไปได้ แต่วันที่เราไปนั้นโชคดีเค้าเปิดให้เข้าชมได้ในรอบ 140 ปี เนื่องจากเป็นโอกาสพิเศษเป็นการบูรณะครั้งที่ 60 (การบูรณะจะมีการทำทุกๆ 20 ปี) ทางศาลเจ้าจึงประกาศให้สาธารณชน และนักท่องเที่ยวเข้าชมแถมยังได้ของที่ระลึกเป็นถุงหอมอีกด้วย ซึ่งต้องจ่ายค่าเข้าชมส่วนนี้ 1,000 เยน รัฐบาลญีปุ่นได้ขึ้นทะเบียนตำหนักหลวงของศาลเจ้าเป็น สมบัติของชาติ
นี่คือถุงหอมที่เค้าจากมาค่ะ ดูคลาสิกดีนะคะ
แผนที่ศาลเจ้าค่ะ ลูกศรสีส้มคือ ส่วนทางเดินที่ต้องซึ้อตั๋วเข้าชมค่ะ เสียดายที่ภายในไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปค่ะ เลยไม่ได้นำรูปมาให้ชมกัน
ป้ายสำหรับเขียนขอพรเป็นรูปกวาง น่ารักดีนะคะ
เดินออกจากประตูศาลเจ้าไปทางซ้ายเดินตรงไปเรื่อยก็จะพบอีกศาลเจ้าหนึ่งค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร แต่น่าจะเป็นสารเจ้าที่เกี่ยวกับความรัก เพราะว่า ป้ายที่เขียนเป็นรูปหัวใจ แล้วก็คนที่เข้าไปขอพรส่วนใหญ่ไปเป็นคู่ๆ ค่ะ
ป้ายขอพรรูปหัวใจ
เป็นอันเสร็จภาระกิจหนึ่งศาลเจ้า เดินย้อนกลับไปสักประมาณ 10 นาที ก็จะเดินไปถึง วัดโทไดจิ ซึ่งระหว่างทางของการเดินกลับไปอีกวัดก็จะพบกวางอยู่เรื่อยระหว่างทางโดยเฉพาะทางเข้าวัดโทไดจิ
เจ้าตัวนี้นอนเหยียดขาหน้าเลย ดูสบาย
ระหว่างทางมีกวางเต็มไปหมด เชื่องด้วยนะคะ แต่ก็มีป้ายเตือนด้วยค่ะว่าให้ระวังกวางชน กวางเตะ และกัด กวางพวกนี้จะเดินมาขอกินขนมค่ะ แต่เค้าจะมีป้ายเตือนไว้ว่าให้เอาเซมเบ้ให้กวางกินเท่านั้น
หน้าตาขนมเซมเบ้ ราคา 150 เยน พอกวางเห็นว่าเรามีขนมจะมาหาเราทันที มารุมเลย นึกภาพหมาหลายๆตัวมารุมเรา ดึงเสื้อ ดึงกางเกงเพื่อขอกินถ้าเราให้ขนมช้า บางคนเค้าก็จะก้มหัวให้กวางก่อน แล้ว กวางก็จะก้มหัวกลับแล้วค่อยให้กวางกินเซมเบ้
ร้านขายเซมเบ้ ก็มีขนมวางเต็มเลยนะคะ แต่ว่าไม่มีกวางตัวไหนสนใจไปขโมยมากินเลย ยกเว้นจะจ่ายเงินก่อนถึงจะมาขอกินจากเรา รู้งานจริงๆ ฮ่าๆๆ จากนั้นเดินเข้าไปก็จะเจอ Main hall ของวัดซึ่งใหญ่มาก
ภายในมีพระพุทธรูปที่ใหญ่มากๆ ความสูง 14.98 เมตร
เสาไม้ให้เด็กรอด แต่ไม่แน่ใจว่ารอดทำไมมีคนต่อแถวรอรอดเสานี้เป็นจำนวนมากค่ะ
ก่อนกลับได้ถามคนแถวนั้นดูค่ะว่าอาหารพื้นเมืองที่คนนาราทานกันคืออะไร ได้รับคำตอบว่าเป็นซูชิค่ะ เป็นเป็นแบบห่อใบไม้ เพราะว่าเมื่อก่อนไม่มีตู้เย็นการห่อใบไม้ก็เป็นการถนอมอาหารอย่างนึงค่ะ ซื้อมามีหน้าหัวไขเท้าดอง ซาบะ และแซลมอนค่ะ ก็อร่อยใช้ได้เลยค่ะ
เนื่องจากบ่ายนี้ต้องเดินทางกลับไปโอซาก้าก็เลยจบทริปนี้เพียง 2 วัด ถ้าเป็นไปได้จะไปเยือนนาราใหม่อีกครั้งแล้วคราวหน้าจะไม่พลาดเข้าพิพิธภัณฑ์แน่นอนค่ะ
ปล. ตำหนักหลวงเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2558 นะคะ เผื่อว่าใครจะเดินทางไปช่วงนี้อยากเข้าชม เค้ามีแผ่นพับแปลเป็นภาษาอังกฤษอธิบายแต่ละจุดในที่เข้าชมด้วยค่ะ


























เครื่องลาง เรียกว่า OMAMORI ค่ะ ^^
ReplyDeleteขอบคุณมากค่ะ พลาดอย่างแรง 😭😰เดี๋ยวจะแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็วค่ะ
Delete